พื้นฐานก่อนการแก้ไขฟอร์ม พิมพ์ อีเมล

express logo thai

ฐานข้อมูล (Database), ตาราง (Table) และความสัมพันธ์ (Relation) ระหว่างตารางต่าง ๆ

ระบบฐานข้อมูลของโปรแกรมเอ็กซ์เพรส

โดย ปกติโปรแกรมส่วนใหญ่ ที่มีอยู่ในท้องตลาด ต้องทำงานร่วมกับฐานข้อมูล เพื่อทำการจัดเก็บข้อมูลที่อาจต้องเรียกมาใช้อีกครั้งในภายหลัง ในโปรแกรมเอ็กซ์เพรสก็เช่นเดียวกันกับโปรแกรมอื่น ๆ ซึ่งจะต้องมีระบบจัดเก็บข้อมูลที่ผู้ใช้งานป้อนเข้าไปทุก ๆ วัน โดยระบบ ฐานข้อมูลที่เอ็กซ์เพรสใช้นั้น ใช้วิธีจัดเก็บข้อมูลลงในไฟล์ที่มีนามสกุล DBF ( Dbase File ) โดยหากจะพูดถึงโครงสร้างของไฟล์ประเภทดังกล่าวนั้น ก็คล้ายกับ work sheet ที่สร้างจากโปรแกรมตารางคำนวณ เช่น excel นั่นเอง คือมีการแบ่งการจัดเก็บข้อมูลเป็น row (แถว,บรรทัด) และในแต่ละ row ก็มีหลาย column (สดมภ์) แต่สำหรับ DBF File นั้น เราจะไม่ใช้คำว่า row กับ column แต่จะใช้คำว่า record (เรคคอร์ด) กับ field (ฟีลด์) แทน และด้วยโครงสร้างของไฟล์ที่คล้ายกับตารางนี้เอง จึงอาจเรียกไฟล์ประเภทนี้ได้อีกอย่างว่า Table ( คำว่า Table แปลว่า ตาราง) และต่อจากนี้ จะขอเรียกไฟล์ DBF ที่ใช้ประกอบกับเอกสารชุดนี้ว่า Table

 

Image

ตัวอย่างไฟล์ DBF ที่เปิดโดยโปรแกรม Foxpro

 

ใน แต่ละ Table จะมี field อยู่ field หนึ่งที่ใช้เป็นคีย์หลัก (Primary key) ซึ่ง field ที่จะใช้เป็นคีย์หลักนี้มีสิ่งที่แตกต่างจาก field อื่น ๆ ตรงที่ ข้อมูลที่จัดเก็บใน field นี้ของแต่ละ record จะต้องไม่ซ้ำกัน (Unique) และต้องไม่เป็นค่าว่าง (Null) คือต้องมีข้อมูลอยู่นั่นเอง จะเว้นว่างไม่ได้ ประโยชน์อย่างหนึ่งของคีย์หลักก็คือเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่ามีการซ้ำ ซ้อนของข้อมูลหรือไม่ เช่น คีย์หลักของ Table ที่ชื่อ ARMAS ซึ่งเก็บรายละเอียดลูกค้า ก็จะมี field ที่ชื่อ Cuscod (เก็บรหัสลูกค้า) เป็นคีย์หลักนั่นเอง

ความสัมพันธ์ระหว่าง Table ต่าง ๆ

ใน ระบบฐานข้อมูลโดยทั่วไปนั้น ก็จะประกอบไปด้วย Table ต่าง ๆ หลาย Table ซึ่งหากมีการใช้ Table มากกว่า 1 Table ในการจัดเก็บข้อมูลในเรื่องเดียวกันนั้น จำเป็นจะต้องมีการกำหนดโครงสร้างของ Table ต่าง ๆให้มีความสัมพันธ์กันไว้ด้วย โดยการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง Table นั้น แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

· One to One เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง Table ตั้งแต่ 2 Table ขึ้นไป โดยที่ record ใด ๆ ของ Table ที่ 1 นั้นจะสัมพันธ์กันกับ record ใน Table ที่ 2 เพียง record เดียวเท่านั้น

Image

.รูปแสดงความสัมพันธ์แบบ One to One

 

จาก รูปตัวอย่างจะเห็นว่าในแต่ละ record ของ Artrn จะสัมพันธ์กับ Armas ได้เพียง record เดียว เท่านั้น โดยที่ทั้ง Artrn และ Armas ใช้ field ชื่อ Cuscod ของตนเองเป็น Foreign Key ในการสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

· One to Many เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง Table ตั้งแต่ 2 Table ขึ้นไป โดยที่ record ใด ๆ ของ Table ที่ 1 นั้นอาจจะสัมพันธ์กันกับ record ใน Table ที่ 2 มากกว่า 1 record

 

Image

รูปแสดงความสัมพันธ์แบบ One to Many

 

จาก รูปตัวอย่างจะเห็นว่าในแต่ละ record ของ Armas จะสัมพันธ์กับ Artrn ได้หลาย record โดยที่ทั้ง Artrn และ Armas ใช้ field ชื่อ Cuscod ของตนเองเป็น Foreign Key ในการสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน


ประเภทของ field

ในแต่ละ Table ประกอบไปด้วย field หลาย field และแต่ละ field ก็อาจจะเก็บข้อมูลแตกต่างกันออกไป เช่น field Docdat เก็บ วันที่ของเอกสาร , field Docnum เก็บเลขที่เอกสาร , field Amount เก็บยอดเงินรวมของบิล ดังนั้น จึงต้องมีการกำหนดประเภทของ field เพื่อให้เหมาะสมกับข้อมูลที่จะจัดเก็บ โดย มีประเภทต่าง ๆ ดังนี้ ( เฉพาะที่ใช้ใน Express ซึ่งจริง ๆ มีมากกว่านี้ )

· Character ใช้กับ field ที่เก็บได้ทั้งตัวหนังสือ และ ตัวเลขที่ไม่ได้เอาไปใช้ในการคำนวณ

· Date ใช้กับ field ที่เก็บวันที่

· Numeric ใช้กับ field ที่เก็บตัวเลข และเก็บทศนิยมได้ 7 หลัก

· Double ใช้กับ field ที่เก็บตัวเลข และเก็บทศนิยมได้ 18 หลัก

โปรแกรมแปลคำสั่ง ( Interpreter ) กับ โปรแกรมเขียนคำสั่งรายงาน ( Report Writer )

โปรแกรม เอ็กซ์เพรสนอกจากจะมี module ต่าง ๆ ที่เราใช้ในการ ป้อนข้อมูล ( Input ) เข้าไปเก็บในฐานข้อมูลแล้ว ก็ยังมี module ที่ใช้ในการแสดงผลข้อมูล ( Output ) ซึ่งเกิดจากการทำงานของ โปรแกรมแปลชุดคำสั่งรายงาน( Interpreter ) ทำการอ่านสคริปต์คำสั่งรายงาน ซึ่งถูกเขียนโดยโปรแกรมเขียนคำสั่งรายงาน ( Report Writer ) ซึ่งในบทเรียนนี้เราจะมาเรียนรู้การใช้งานโปรแกรมเขียนคำสั่งรายงาน หรือ Report Writer กัน

ส่วนประกอบต่าง ๆ ของ สคริปต์คำสั่งรายงาน

· Report frame - End frame

เป็นพื้นที่สำหรับการจัดแต่งหน้ารายงาน หรือ แบบ ฟอร์มนั้น ๆ

· Print options

ใช้ในการกำหนดค่าเกี่ยวกับการพิมพ์ รวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ในการพิมพ์ด้วย

· Range of report

ใช้ในการกำหนดขอบเขตของรายงาน

· Data file

กำหนดชื่อ และรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ Table ต่าง ๆ ที่ใช้ในการออกรายงาน หรือ แบบฟอร์มนั้น ๆ

· Data spec

ใช้ในการกำหนดค่า และ การแสดงผลของตัวแปรต่าง ๆ รวมถึงการผูกสูตรการคำนวณด้วย


Report Frame – End Frame

โปรแกรม จะทำการอ่านและแปลคำสั่งในช่วงของ [report frame] ..ถึง ..[end frame] ไปทีละบรรทัด โดยในแต่ละบรรทัดก็จะมีตัวบอกสถานะบรรทัดอยู่ที่หน้าบรรทัดนั้น ๆ ซึ่งประกอบไปด้วย

ส่วนหัว

* Ti: = บรรทัด Title

โปรแกรม จะอ่านและแปรคำสั่งในบรรทัดนี้เพียงครั้งเดียว การประกาศค่าเริ่มต้นให้กับตัวแปรต่าง ๆ นั้นนิยมประกาศไว้ในบรรทัดนี้ หรือ หากต้องการให้แสดงข้อความใด ๆ ไว้ในส่วนหัวรายงานหน้าแรก(เท่านั้น) ก็สามารถพิมพ์ข้อความดังกล่าวไว้ในบรรทัดนี้ได้

* He: = บรรทัด Header

โปรแกรม จะอ่านและแปรคำสั่งในบรรทัดนี้ ทุก ๆ ครั้ง ที่ขึ้นหน้าใหม่ของรายงาน และ เราสามารถ ทำให้บรรทัด Header นี้แสดงในหน้าแรกเพียงครั้งเดียวได้ โดยการเปลี่ยนจาก He: เป็น H1:

 

ส่วนแสดงรายการ

* Gh: = บรรทัด Group Head (ใช้ในการสร้างรายงาน)*

ใช้ ในการจัดกลุ่มข้อมูลที่จะให้แสดงออกมาในรายงานโดยข้อมูลที่จะจัดกลุ่มจะต้อง เป็นข้อมูลที่มาจาก Master File ( หรือ จัดกลุ่มบรรทัดข้อมูลที่จะแสดงออกมาในบรรทัด Bo: นั่นเอง ) โดยมีรูปแบบ ดังนี้


Gh: ; 1 [ชื่อฟิลด์ ที่ใช้ในการจัดกลุ่ม]

Gh: ; 2 [ชื่อฟิลด์ ที่ใช้ในการจัดกลุ่ม]

โดย อาจจะใช้ฟิลด์ของ Relate File มาเป็นเงื่อนไขในการจัดกลุ่มก็ได้ ซึ่งหากใช้ฟิลด์ที่มาจาก Relate File เป็นตัวจัดกลุ่มจะต้องระบุชื่อไฟล์ไว้ด้วย เช่น แต่หากใช้ฟิลด์ที่มาจาก Master File สามารถระบุเฉพาะชื่อฟิลด์ได้ เช่น

และยังสามารถจัด กลุ่มซ้อนกลุ่มได้ด้วย โดยเครื่องหมาย “;” และตัวเลขตามท้าย ที่วางอยู่หน้าชื่อฟิลด์จะเป็นตัวบ่งบอกว่ากลุ่มใดเป็นกลุ่มหลักและกลุ่มใด เป็นกลุ่มรองลงมา โดยที่ ;1 จะเป็นกลุ่มหลัก และ ;2 , ;3 , ;4 …… ก็จะถือเป็นกลุ่มรอง ลงมาตามลำดับ

* Bo: = บรรทัด Body

เป็นบรรทัดที่ใช้แสดงรายการจาก Master File หรือจาก Relate File

* Ih: = บรรทัด Item Head

เป็นบรรทัดที่ใช้ในการเขียนคำสั่งสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง Item File กับ Master File ที่อ้างถึง โดยมีรูปแบบ ดังนี้

Ih: ;1

โดย ที่ TABLE2 สัมพันธ์กันกับ TABLE1 ในแบบ One to Many ซึ่งอาจมี Item File ได้มากกว่า 1 ไฟล์โดยที่มี เครื่องหมาย “;” และตัวเลขตามท้ายเป็นตัวบอกว่าเป็น Item File ชุดที่เท่าไรในรายงาน นั้น ๆ

* Ib: = บรรทัด Item Body

ใช้แสดงรายการที่มาจาก Item File

· If: = บรรทัด Item Foot

ใน การแสดงผลของ item file นั้น จะมีบรรทัด If: นี้เป็นบรรทัดปิดท้าย ดังนั้นหากต้องการแสดงผลรวมของรายการใน Item file เราก็อาจจะนำตัวแปรที่เก็บค่าผลรวมนั้นมาวางในบรรทัด If: นี้ได้

* Bt: = บรรทัด Body Template


จะแสดงอยู่ทุกบรรทัดในพื้นที่ ส่วนแสดงรายการ ( Body ) ยกเว้นบรรทัด Fo:

* Gf: = บรรทัด Group Foot (ใช้ในการสร้างรายงาน)*

ใช้เป็นบรรทัดสำหรับแสดงยอดรวมของการจัดกลุ่ม แต่ละกลุ่ม


* Fo: = บรรทัด Footer

จะ มีบรรทัดนี้อยู่ในทุก ๆ หน้า ของรายงาน หากรายงานไม่ได้จบในหน้าเดียว ซึงก็ดูเหมือนเป็นบรรทัดที่อยู่ด้านล่างสุดของ ส่วนแสดงรายการ นั่นเอง

 

ส่วนแสดงยอดสรุป

* Su: = บรรทัด Summary

เป็น บรรทัดสำหรับแสดงยอดสรุปของรายงาน หากรายงานมีการแสดงข้อมูลออกมาหลายหน้า ส่วนแสดงยอดสรุปนี้จะแสดงออกมาในหน้าสุดท้ายเพียงหน้าเดียว

 

โดย การเซ็ตแบบฟอร์มในกรณีที่มีฟอร์มสำเร็จรูปอยู่แล้ว ควรเริ่มเซ็ตจากส่วนหัว แล้วค่อยไป ส่วนแสดงรายการ และ ส่วนแสดงยอดสรุป ไปตามลำดับ

Print Options

คำสั่งที่สำคัญในการกำหนดเงื่อนไขการพิมพ์ มีดังนี้

· Top ใช้กำหนดตำแหน่งเริ่มพิมพ์จากหัวกระดาษ หน่วยเป็นจำนวนบรรทัด เช่น Top=1 หมายถึงบรรทัดแรกของรายงานจะต่ำลงมาจากตำแหน่งเริ่มพิมพ์ปกติ 1 บรรทัด ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงระยะห่างระหว่างขอบกระดาษด้านบน กับ ตำแหน่งเริ่มพิมพ์ เพราะการกำหนดระยะห่างจากขอบกระดาษด้านบน กับ ตำแหน่งเริ่มพิมพ์ปกติ นั้น จะ ถูกกำหนดไว้ที่เครื่องพิมพ์อยู่แล้ว

· Left ใชกำหนดตำแหน่งเริ่มพิมพ์จากด้านซ้ายของกระดาษ หน่วยเป็นจำนวนตัวอักษร เช่น Left=2 หมายถึงงานพิมพ์ที่ออกมาจะขยับมาทางขวาจากตำแหน่งปกติ 2 ตำแหน่งตัวอักษร

· Right ใชกำหนดตำแหน่งสิ้นสุดการพิมพ์ด้านขวาของกระดาษ หน่วยเป็นจำนวนตัวอักษร เช่น Left=94 สำหรับคำสั่งนี้จะมีประโยชน์ในบการพิมพ์งานแบบ Graphic Mode เนื่องจากเป็นคำสั่งที่ใช้ในการเพิ่ม – ลด ขนาดตัวอักษรโดยปริยาย เช่น ถ้ากำหนด Right=94 โปรแกรมก็จะรับรู้ว่าจะต้องพิมพ์ 1 บรรทัด / 94 ตัวอักษร ดังนั้นในกระดาษขนาดเดียวกัน ย่อมมีขนาดตัวอักษรใหญ่กว่าการกำหนด Right=120 (1 บรรทัด / 120 ตัวอักษร)

· Lines ใช้กำหนดจำนวนบรรทัด / หน้า ในการพิมพ์แบบฟอร์ม หรือ รายงาน นั้น ๆ

· Output ใช้กำหนดรูปแบบในการแสดงผล โดยกำหนดได้ 2 ลักษณะ คือ

- หากต้องการให้สามารถเลือกได้ว่าต้องการให้ออก จอภาพ หรือ เครื่องพิมพ์ หรือ แฟ้มข้อมูล จะต้องระบุเป็น Output=Select, Printer, Screen, File ( จริง ๆ แล้ว แค่ Output=Select ก็ได้แล้ว )

- หากต้องการให้แสดงผลทางจอภาพได้อย่างเดียว ให้ระบุเป็น Output=Screen หรือ ให้ออกเครื่องพิมพ์อย่างเดียว , ให้ออกแฟ้มข้อมูลอย่างเดียว ก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้

· Print Control ใช้สำหรับใส่คำสั่ง Escape Code เพื่อส่งให้เครื่องพิมพ์ เช่น Print Control=\027\033\001 เป็นคำสั่งในการกำหนดขนาดตัวอักษร 12 ตัว / นิ้ว

· Fix Summary Line กำหนดค่าได้ 2 อย่าง คือ

- Fix Summary Line=ON หมายถึง ให้กลุ่มบรรทัด Su: อยู่คงที่ในส่วนท้ายของเอกสาร เช่นถ้ามีบรรทัด Su: อยู่ 5 บรรทัด และกำหนด Lines=41 บรรทัด Su: ทั้ง 5 บรรทัดก็จะอยู่ในบรรทัดที่ 37 – 41 นั่นเอง แต่หากกำหนด

- Fix Summary Line=OFF ก็จะทำให้บรรทัด Su: อยู่ไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับส่วนแสดงรายการว่ามีมากหรือน้อย และ บรรทัด Su: ก็จะแสดงต่อจากบรรทัดสุดท้ายของส่วนแสดงรายการ

· Fix Foot Line จะใช้กับการแก้ไขรายงาน ซึ่งกำหนดค่าได้ 2 อย่าง คือ

- Fix Foot Line=OFF จะทำให้บรรทัด Fo: ในหน้าสุดท้ายของรายงานอยู่ติดกันกับบรรทัดสุดท้ายของส่วนแสดงรายการ

- Fix Foot Line=ON จะทำให้บรรทัด Fo: ในหน้าสุดท้ายของรายงานอยู่คงที่ในส่วนท้ายของกระดาษ เช่น กำหนด Lines=39 และ มีบรรทัด Fo: อยู่ 1 บรรทัด , บรรทัด Su: อยู่ 4 บรรทัด ผลที่ออกมาในหน้าสุดท้ายของรายงาน คือ Fo: จะเป็นบรรทัดที่ 35 และ Su: ก็เป็นบรรทัดที่ 36 – 39 โดยไม่สนใจว่าส่วนแสดงรายการมีจุดจบอยู่ที่ใด

· Select Scope หากกำหนด Select Scope ในการแก้ไขแบบฟอร์มจะทำให้สามารถเลือกช่วงในการพิมพ์เอกสารได้ เช่นต้องการพิมพ์ บิลขายจากเลขที่ 1 – 20 โดยสั่งเพียงครั้งเดียว

· Form ในการกำหนด Select Scope=ON จำเป็นจะต้องกำหนดคำสั่ง Form=ON ไว้ด้วยเสมอ เพราะถ้าไม่อย่างนั้น จะทำให้ผลรวมของเอกสารแสดงยอดผิด ในกรณีที่สั่งพิมพ์ทีละหลาย ๆ ใบ

· Select Page ในการพิมพ์เอกสารที่พิมพ์ไม่จบใน 1 หน้า (มีจำนวนรายการเยอะ) เราสามารถเลือกเฉพาะหน้าที่เราต้องการได้ โดยกำหนดคำสั่ง Select Page=ON ไว้

· Feed After Print เป็นคำสั่งที่ใช้ในกรณีที่ต้องการให้เครื่องพิมพ์แบบหัวเข็ม หยุดการฟีดกระดาษเมื่อพิมพ์เสร็จ ( ปกติเครื่องพิมพ์จะฟีดกระดาษออกเมื่อพิมพ์งานเสร็จ ) เช่น

- Feed After Print=OFF หมายถึงเมื่อพิมพ์งานเสร็จก็ให้หยุดอยู่ตรงนั้นไม่ต้องฟีดกระดาษออก

- Feed After Print=2 หมายถึงให้พิมพ์เอกสารออกมา 2 เอกสาร แล้วค่อยฟีดกระดาษตามปกติ

- Feed After Print=3 หมายถึงให้พิมพ์เอกสารออกมา 3 เอกสาร แล้วค่อยฟีดกระดาษตามปกติ

แต่หากไม่มีคำสั่งนี้อยู่ใน Print option จะมีค่าเท่ากับ Feed After Print=ON คือฟีดกระดาษตามปกตินั่นเอง

· Feed Level ใช้กำหนดระยะบรรทัด บน, กลาง, ล่าง ซึ่งจะมีผลต่อจำนวนบรรทัดที่พิมพ์ได้ใน 1 หน้าด้วย โดยมีรูปแบบคำสั่ง ดังนี้

- Feed Level=16,16,0 หมายถึงระยะบรรทัดบน = 16 , กลาง = 16 , ล่าง = 0

หมายเหตุ : ระยะบรรทัดปกติ คือ บน = 19 , กลาง = 19 , ล่าง = 7

· Condition ใช้ สำหรับกำหนดเงื่อนไขในการเลือกข้อมูลออกมาแสดงในรายงานโดยจะมีช่องให้เราใส่ เงื่อนไขในตอนที่พิมพ์รายงาน ซึ่ง field ที่จะใช้ในการกำหนดเงื่อนไขนั้นต้องเป็น field ที่มาจาก Master File หรือ Relate File เท่านั้น เช่น ต้องการให้แสดงเฉพาะรายการบิลขายที่เป็นของลูกค้ารหัส “สบายใจ” ก็ระบุเป็น Condition=Cuscod=’สบายใจ’

· Query ใช้สำหรับกำหนดเงื่อนไขในการเลือกข้อมูลออกมาแสดงในรายงานเช่นเดียวกับ Condition แต่จะไม่มีให้ป้อนเงื่อนไขตอนที่สั่งพิมพ์ จะต้องกำหนดเงื่อนไขไว้ในส่วน Print Option นี้เลย


Range of report

คำสั่งในส่วนนี้มีเพียงคำสั่ง From=CUR คำสั่งเดียว ซึ่งจำเป็นต้องใช้คำสั่งนี้สำหรับการพิมพ์ ฟอร์มเอกสาร เช่น บิลขาย, บิลซื้อ, ใบเสร็จรับเงิน เป็นต้น เพราะถ้าเราไม่ได้ใส่คำสั่งนี้ เวลาสั่งพิมพ์โปรแกรมจะพิมพ์เอกสารทุกใบในเมนูที่เราเปิดอยู่ขณะนั้นออกมา ทั้งหมด

 

Data file

เป็นส่วนที่ใช้กำหนดชื่อและรายละเอียดของ Table ต่าง ๆ ที่ใช้ในรายงานหรือแบบฟอร์มนั้น ๆ ซึ่งประกอบไปด้วย

· Master file กำหนดชื่อ และ รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ Table หลัก

· Item file กำหนดชื่อ และ รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ Table ที่มีความสัมพันธ์กับ Table อื่น ๆ ในรายงานแบบ One to Many

· Relate file กำหนดชื่อ และ รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ Table ที่มีความสัมพันธ์กับ Table อื่น ๆ ในรายงานแบบ One to One

 

Data spec

ใช้ ในการกำหนดค่า และ การแสดงผลของตัวแปรต่าง ๆ รวมถึงการผูกสูตรการคำนวณด้วย โดยที่การเขียนคำสั่งรายงานในส่วนนี้ในแต่ละบรรทัดจะแบ่งออกเป็น 5 คอลัมน์ ดังนี้

· ~dat: เป็นคอลัมน์แรกของทุก ๆ บรรทัด ใช้ในการกำหนดชื่อของตัวแปรแสดงผล เช่น ~DOCNUM: , ~DOCDAT: เป็นต้น

· len, เป็นคอลัมน์ที่สอง ใช้ในการกำหนดค่าความกว้าง หรือ จำนวนตัวอักษร ที่จะให้ตัวแปรในบรรทัดนั้นแสดงค่าออกมา ซึ่งใช้ได้กับตัวแปรแสดงค่าแบบ Character เท่านั้น โดยกำหนดได้ 3 รูปแบบ ดังนี้

- กำหนดค่าเป็น 0 จะแสดงค่าออกมาทั้งหมด

- กำหนดค่าเป็นเลขจำนวนเต็มบวก เช่น 40 จะแสดงค่าออกมา 40 ตัวอักษร ส่วนที่เหลือตัดทิ้งไปเลย

- กำหนดค่าเป็นเลขจำนวนเต็มลบ เช่น -20 จะแสดงค่าออกมา 20 ตัวอักษร และส่วนที่เหลือจะถูกตัดไปอยู่ในบรรทัดใหม่

· “pict”, เป็นคอลัมน์ที่สาม ใช้ในการกำหนดรูปแบบในการแสดงผลของตัวแปร ซึ่งใช้ได้กับตัวแปรแสดงผลแบบ Numeric และ แบบ Date เท่านั้น เช่น

- ต้องการให้แสดงผลตัวแปรแบบ Date โดยแสดงเฉพาะเดือน และ ปี ก็กำหนดเป็น “mm/yyyy”

- ต้องการให้แสดงผลตัวแปรแบบ Numeric โดยแสดงเป็นเลขจำนวนเต็ม (ปัดเศษทศนิยมให้) ก็ให้กำหนดเป็น “99,999,999” เป็นต้น

· “data”, เป็นคอลัมน์ที่สี่ ใช้ในการระบุค่าตัวแปรที่ต้องการให้แสดงผล เช่น ต้องการให้ตัวแปรแสดงค่า แสดงค่าตัวเลขของตัวแปร a ก็ให้กำหนดเป็น “a”,

· “exp” เป็นคอลัมน์ที่ห้า ใช้ในการ ประกาศค่าตัวแปรต่าง ๆ และ การนำตัวแปรต่าง ๆ มาสัมพันธ์กันด้วยเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ (+ , - , * , / ) เครื่องหมายเปรียบเทียบ (< , > , <= , >= , # , = ) เครื่องหมายทางตรรกะ ( .OR. , .AND. , .NOT. )
 
 ไอ.ที.แอดแวนเทจ :: I.T.Advantage :: Professional IT Solution, สงวนลิขสิทธิ์ 2552 โดย บริษัท ไอ.ที.แอดแวนเทจ จำกัด บริหารจัดการโดย Edd Brain Storm